บัวหลุยส์คืออะไร ทำไมเรียกว่าบัวหลุยส์

บัวหลุยส์คืออะไร? ทำไมเรียกว่าบัวหลุยส์?

สารบัญ

หากพูดถึงงานตกแต่งภายในที่มีรายละเอียดหรูหรา เส้นโค้งอ่อนช้อย ลวดลายดอกไม้ หรือกรอบบัวที่ช่วยเพิ่มมิติให้ผนัง หลายคนในประเทศไทยมักเรียกรวม ๆ ว่า “บัวหลุยส์”

คำนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในวงการตกแต่งบ้าน งานรับเหมาตกแต่ง และร้านจำหน่ายบัว แต่ในความเป็นจริง “บัวหลุยส์” ไม่ได้หมายถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีนิยามตายตัวแบบเดียว

คำว่า “บัวหลุยส์” ในบริบทของประเทศไทย จึงควรเข้าใจว่าเป็นคำเรียกเชิงการค้าและการใช้งานที่ครอบคลุมงานบัวและลวดลายตกแต่งที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะยุโรป โดยเฉพาะงานในกลุ่ม Classic, Baroque, Rococo และ Neoclassical

ที่มาของคำว่า “หลุยส์”

ชื่อ “หลุยส์” เชื่อมโยงกับภาพจำของราชสำนักฝรั่งเศสในช่วงที่กษัตริย์หลายพระองค์ทรงพระนามว่า Louis โดยเฉพาะช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งศิลปะและสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากต่อยุโรป

พระราชวัง โถงรับรอง และบ้านพักของชนชั้นสูงในยุคนั้นมักใช้รายละเอียดตกแต่งจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น

  • บัวฝ้าเพดาน
  • บัวกรอบผนัง
  • ลายปูนปั้น
  • ลวดลายใบไม้และดอกไม้
  • เส้นโค้งแบบ Scroll
  • ลายเปลือกหอย
  • กรอบกระจก
  • Center Rose
  • เสาประดับและหัวเสา

องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้คนในยุคหลังเชื่อมโยงภาพของความหรูหราแบบยุโรปเข้ากับคำว่า “Louis Style”

เมื่อแนวทางดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการตกแต่งบ้านในประเทศไทย คำว่า “บัวหลุยส์” จึงค่อย ๆ กลายเป็นชื่อเรียกที่เข้าใจง่ายและติดปากสำหรับงานบัวตกแต่งที่มีกลิ่นอายคลาสสิกและหรูหรา

บัวหลุยส์คืออะไร ทำไมเรียกว่าบัวหลุยส์

บัวหลุยส์ ไม่ใช่สไตล์เดียว

สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ งานที่ถูกเรียกว่า “บัวหลุยส์” ในปัจจุบันอาจมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างมาก

บางแบบมีรายละเอียดหนักและอลังการ ในขณะที่บางแบบมีเพียงเส้นกรอบบาง ๆ บนผนัง

สาเหตุเพราะงานเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะหลายยุค และแต่ละยุคมีบุคลิกต่างกัน

Baroque งานบัวที่ทรงพลังและอลังการ

งาน Baroque ให้ความสำคัญกับความยิ่งใหญ่ การเคลื่อนไหว และความรู้สึกตื่นตา

ลวดลายจึงมักมีความลึก มีการซ้อนชั้น และประกอบด้วยเส้นโค้งจำนวนมาก

องค์ประกอบที่พบได้บ่อย เช่น

  • Cornice ขนาดใหญ่
  • ลายใบไม้และดอกไม้
  • เสาประดับ
  • ลาย Scroll
  • กรอบเพดานที่มีหลายชั้น
  • Center Rose ขนาดใหญ่

สไตล์นี้เหมาะกับโถงขนาดใหญ่ บ้านที่มีเพดานสูง โรงแรม หรือพื้นที่ที่ต้องการความโดดเด่นเป็นพิเศษ

แต่หากนำมาใช้กับพื้นที่ขนาดเล็กโดยไม่ควบคุมสัดส่วน อาจทำให้ห้องดูแน่นและหนักเกินไป

Rococo ความหรูหราที่อ่อนช้อยกว่า

Rococo พัฒนาต่อจาก Baroque แต่ลดความหนักและความเป็นพิธีการลง

เอกลักษณ์สำคัญคือเส้นโค้งที่พลิ้วไหว ลายเปลือกหอย ดอกไม้ ใบไม้ และลวดลายที่ดูเป็นธรรมชาติ

งานบัวในแนวนี้จึงมีความโรแมนติกและอ่อนโยนกว่า Baroque

มักพบในรูปแบบของ

  • กรอบผนังโค้ง
  • ลายดอกไม้
  • ลายใบไม้
  • Cornice ที่มีรายละเอียดอ่อนช้อย
  • Center Rose ที่มีลวดลายละเอียด
  • กรอบประตูหรือกระจกประดับลาย

หากใช้ร่วมกับสีขาว ครีม พาสเทล หรือทองในปริมาณที่พอดี จะให้บรรยากาศที่หรูแต่ไม่แข็ง

Baroque and Rococo decorative moulding

Neoclassical ความสง่างามที่เรียบและสมมาตร

หาก Baroque และ Rococo คือความหรูที่เกิดจากรายละเอียดจำนวนมาก Neoclassical คือความหรูที่เกิดจาก “สัดส่วน”

งานบัวในสไตล์นี้มักใช้เส้นตรงมากขึ้น จัดวางอย่างสมมาตร และลดลวดลายที่ซับซ้อน

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น

  • กรอบบัวผนังรูปสี่เหลี่ยม
  • Cornice เส้นสะอาด
  • คิ้วผนังบาง
  • Center Rose ที่ลดรายละเอียด
  • เสาประดับที่มีรูปทรงชัดเจน
  • การแบ่งผนังออกเป็นสัดส่วนอย่างเป็นระบบ

แนวทางนี้จึงสามารถนำไปใช้กับบ้านยุคปัจจุบันได้ง่าย และกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของงาน Modern Classic

แล้ว Modern Classic ถือเป็นบัวหลุยส์หรือไม่?

ในทางสไตล์ Modern Classic ไม่ได้เป็น “Louis Style” โดยตรง

แต่ในตลาดงานตกแต่งของไทย ผู้ใช้งานจำนวนมากก็ยังเรียกงานกรอบบัวผนัง งานบัวฝ้า หรือบัวประดับแบบ Modern Classic ว่า “บัวหลุยส์” เช่นกัน

สาเหตุเพราะรูปแบบดังกล่าวยังคงใช้ภาษาการออกแบบที่พัฒนามาจากงานคลาสสิก เช่น ความสมมาตร การแบ่งสัดส่วนผนัง และการใช้ Cornice เพื่อสร้างกรอบให้กับพื้นที่

Modern Classic เพียงนำองค์ประกอบเหล่านี้มาลดทอนให้เรียบขึ้น เหมาะกับบ้านและการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

บัวหลุยส์มีประเภทอะไรบ้าง?

หากแบ่งตามตำแหน่งการใช้งาน งานบัวที่นิยมใช้ในการตกแต่งสามารถแบ่งออกได้หลายกลุ่ม

  • Cornice : บัวที่ติดตั้งบริเวณรอยต่อระหว่างผนังกับเพดาน ช่วยซ่อนรอยต่อ เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับขอบห้อง และสร้างกรอบด้านบนให้กับพื้นที่ Cornice มีตั้งแต่แบบเรียบ เส้นตรง ไปจนถึงแบบที่มีลวดลายประดับละเอียด
  • Cornice Corner : ชิ้นส่วนตกแต่งสำหรับเชื่อมต่อบริเวณมุมของ Cornice นอกจากช่วยให้การต่อมุมดูเรียบร้อยแล้ว ยังสามารถใช้เป็นรายละเอียดตกแต่งเพื่อสร้างความต่อเนื่องของลวดลายได้
  • Center Rose : งานตกแต่งบริเวณกลางเพดาน มักใช้ร่วมกับโคมไฟระย้าหรือโคมไฟแขวน Center Rose ช่วยสร้างจุดศูนย์กลางให้กับห้อง และทำให้โคมไฟดูเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม
  • Beading และ Wall Moulding : เป็นคิ้วหรือเส้นบัวขนาดเล็กที่ใช้สร้างกรอบบนผนัง ในปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมากในงาน Modern Classic เพราะสามารถเพิ่มมิติให้ผนังโดยไม่ทำให้พื้นที่ดูหนักจนเกินไป
  • Dome : องค์ประกอบเพดานที่ช่วยสร้างความลึกและมิติให้กับพื้นที่ เหมาะกับโถงทางเข้า ห้องรับแขก หรือพื้นที่ที่มีเพดานสูง
  • Rim และ Decorative Accessories : ใช้สำหรับเก็บรายละเอียดหรือเพิ่มเติมลวดลายเฉพาะจุด เช่น มุม กรอบประตู ช่องผนัง หรือพื้นที่ที่ต้องการสร้างจุดเด่น

งานบัวไม่ได้ยิ่งเยอะยิ่งหรู

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยในการตกแต่งสไตล์คลาสสิกคือ การคิดว่ายิ่งติดบัวมาก ยิ่งมีลวดลายมาก พื้นที่จะยิ่งดูหรู ในความเป็นจริง ผลลัพธ์อาจตรงกันข้าม หากขนาดของบัวใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับความสูงของห้อง หรือแบ่งกรอบผนังถี่เกินไป พื้นที่อาจดูแคบ หนัก และมีองค์ประกอบแข่งขันกันเอง งานบัวที่ดีจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกลายที่สวยที่สุด แต่ควรเริ่มจากการพิจารณา

  • ความสูงของเพดาน
  • ความกว้างของผนัง
  • ขนาดของห้อง
  • ตำแหน่งประตูและหน้าต่าง
  • รูปแบบเฟอร์นิเจอร์
  • ตำแหน่งแสงและโคมไฟ
  • บรรยากาศที่ต้องการสร้าง

เมื่อเข้าใจสัดส่วนเหล่านี้แล้ว การเลือกแบบบัวจะง่ายขึ้น และสามารถสร้างพื้นที่ที่ดูสง่างามโดยไม่จำเป็นต้องใช้รายละเอียดจำนวนมาก

ประเภทของงานบัว

สีเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันได้

อีกหนึ่งเทคนิคที่นิยมมากในงานตกแต่งปัจจุบัน คือการทาสีบัวให้เป็นสีเดียวกับผนัง แทนที่จะเน้นบัวด้วยสีทองหรือสีที่แตกต่างกัน การใช้สีเดียวกันจะทำให้ลวดลายปรากฏผ่านแสงและเงา ผลลัพธ์ที่ได้มีความนุ่มนวลและร่วมสมัยมากขึ้น ตัวอย่างเช่น

  • ผนังสีครีมกับบัวสีครีม สามารถให้ความรู้สึกอบอุ่นและสง่างาม
  • ผนังสีเทาเข้มหรือสีดำร่วมกับกรอบบัวสีเดียวกัน สามารถสร้างบรรยากาศ Luxury Modern ที่ดูสุขุม
  • ส่วนการใช้สีทองกับรายละเอียดบางจุดสามารถเพิ่มความโดดเด่นได้โดยไม่ทำให้พื้นที่ดูมากเกินไป

เลือกบัวให้เข้ากับบ้าน ไม่ใช่เลือกบ้านให้เข้ากับบัว

งานบัวที่สวยที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่มีรายละเอียดมากที่สุด หรือเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สิ่งสำคัญคือการเลือกให้เหมาะกับพื้นที่จริง

  • บ้านที่มีเพดานสูงอาจรองรับ Cornice ที่มีขนาดใหญ่และมีรายละเอียดมากขึ้น ในขณะที่คอนโดหรือบ้านที่มีเพดานไม่สูงมาก อาจเหมาะกับคิ้วและกรอบบัวเส้นบาง เพื่อให้พื้นที่ยังคงความโปร่ง
  • ห้องขนาดใหญ่สามารถแบ่งผนังเป็นหลายช่องได้ แต่ในห้องขนาดเล็ก การใช้กรอบขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ช่องอาจดูสง่างามกว่า

นี่คือเหตุผลที่งานบัวไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ของตกแต่งที่นำมาติดเพิ่ม” แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่ตั้งแต่ต้น

จากบัวหลุยส์สู่ภาษาการออกแบบที่ไร้กาลเวลา

แม้คำว่า “บัวหลุยส์” จะเกิดขึ้นจากภาพจำของศิลปะและความหรูหราแบบยุโรป แต่สิ่งที่ทำให้งานประเภทนี้ยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงความคลาสสิกของลวดลาย แต่คือความสามารถในการสร้างสัดส่วน มิติ และเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่

จากลวดลายที่วิจิตรใน Baroque และ Rococo สู่เส้นที่สงบและสมมาตรของ Neoclassical และการลดทอนรายละเอียดแบบ Modern Classic งานบัวสามารถปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยได้เสมอ

ที่ SS Design & Decoration เรามองงานบัวไม่ใช่เพียงชิ้นงานตกแต่ง แต่เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ควรทำงานร่วมกับพื้นที่ทั้งหมด “เพราะความหรูหราที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากจำนวนของรายละเอียด”

แชร์บทความนี้ :